The King of Staten Island: จากชีวิตจริงสู่หนังฟีลกู๊ดเจ็บลึก ที่กลายเป็นหนังแรงข้ามปีและควรดูสักครั้งในชีวิต

ในโลกของภาพยนตร์ หลายครั้งเรามักคิดว่า “หนังตลก” คือหนังที่ดูเพื่อพักสมอง ดูเพื่อหัวเราะ แล้วก็จบไป แต่ “The King of Staten Island” คือข้อพิสูจน์ว่า หนังตลกสามารถเป็นได้มากกว่านั้นมาก มันคือหนังที่หัวเราะก็จริง แต่หัวเราะไปพร้อมกับก้อนอะไรบางอย่างในอก หนังที่พูดถึงการเติบโต ความสูญเสีย บาดแผลในใจ และการหาที่ยืนของตัวเองในโลกใบนี้

แม้จะไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ ไม่ได้มีฉากอลังการ หรือดาราระดับซูเปอร์ฮีโร่ แต่ The King of Staten Island กลับถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในฐานะ “หนังดีที่แรงข้ามปี” และเป็นหนึ่งในหนังที่หลายคนแนะนำว่า “ถ้ายังไม่ได้ดู ถือว่าพลาด”


จุดกำเนิดของเรื่องราว: เมื่อชีวิตจริงของนักแสดงกลายเป็นแรงบันดาลใจ

สิ่งที่ทำให้ The King of Staten Island แตกต่างจากหนังตลกทั่วไป คือ “ราก” ของเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงของ Pete Davidson นักแสดงตลกชื่อดังจากรายการ Saturday Night Live

Pete Davidson เติบโตมาในย่าน Staten Island และสูญเสียพ่อซึ่งเป็นนักดับเพลิงไปจากเหตุการณ์ 9/11 ตั้งแต่ยังเด็ก เหตุการณ์นั้นทิ้งบาดแผลลึกในใจ และส่งผลต่อชีวิต การเติบโต และบุคลิกของเขามาจนถึงปัจจุบัน

The King of Staten Island นำประสบการณ์ชีวิตนั้นมาขยายเป็นเรื่องราวของ “สก็อตต์” ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ที่ยังหาทางไปในชีวิตไม่เจอ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่เรียน ไม่ทำงานจริงจัง มีความฝันอยากเป็นช่างสัก แต่ก็ไม่เคยทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราว


Judd Apatow กับหนังที่มากกว่าแค่ตลก

ชื่อของ Judd Apatow คือเครื่องหมายการันตีหนังตลกคุณภาพที่มีทั้งเสียงหัวเราะและหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น The 40-Year-Old Virgin, Knocked Up หรือ Funny People

สำหรับ The King of Staten Island เขาไม่ได้แค่มากำกับ แต่ยังร่วมเขียนบทกับ Pete Davidson และ Dave Sirus ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็น “เรื่องส่วนตัว” สูงมาก และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่จริงใจ

นี่จึงไม่ใช่แค่หนังตลกสูตรสำเร็จ แต่เป็นหนังดราม่าคอมเมดี้ที่เล่าเรื่องการเยียวยาหัวใจ และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ไม่สวยงามนัก แต่จริงมาก

King of Staten Island' Review: The World According to Pete Davidson


เรื่องย่อ: ชายหนุ่มที่ติดอยู่กับอดีต และยังไม่พร้อมก้าวไปข้างหน้า

สก็อตต์ คือชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ที่อาศัยอยู่กับแม่ใน Staten Island พ่อของเขาเสียชีวิตจากการเป็นนักดับเพลิงตั้งแต่เขายังเด็ก เหตุการณ์นั้นกลายเป็นบาดแผลที่ทำให้เขาไม่เคยก้าวข้ามมันไปได้จริง ๆ

เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ กับกลุ่มเพื่อน สูบกัญชา เล่นมุกตลก และฝันอยากเป็นช่างสัก แต่ก็ไม่มีวินัย ไม่มีความพยายาม และไม่เคยทำอะไรให้มันจริงจัง

ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อแม่ของเขาเริ่มคบหากับนักดับเพลิงคนใหม่ นั่นทำให้สก็อตต์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะเปลี่ยน และเขาถูกบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับอดีต ความเจ็บปวด และความจริงของชีวิต


หนังว่าด้วย “การไม่โต” และความกลัวของการเป็นผู้ใหญ่

หนึ่งในธีมหลักของ The King of Staten Island คือ “ภาวะไม่ยอมโต” หรือการติดอยู่ในวัยที่ยังไม่พร้อมรับผิดชอบอะไรจริงจัง

สก็อตต์ ไม่ใช่คนเลว เขาเป็นคนใจดี มีอารมณ์ขัน แต่เขากลัวความล้มเหลว กลัวการสูญเสีย และกลัวการก้าวออกไปเผชิญโลกจริง ๆ การอยู่บ้านกับแม่ และใช้ชีวิตไปวัน ๆ คือพื้นที่ปลอดภัยของเขา

หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้ตัดสินตัวละคร แต่มองเขาด้วยความเข้าใจ และค่อย ๆ พาคนดูไปเห็นว่า การเติบโตบางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจสวย ๆ แต่มาจากความเจ็บปวดและการถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยน


การแสดงของ Pete Davidson: บทบาทที่ใกล้ตัวที่สุดในชีวิต

นี่คือหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุดของ Pete Davidson เพราะมันแทบจะเป็น “ตัวเขาเอง” ในอีกเวอร์ชันหนึ่ง เขาถ่ายทอดความสับสน ความกวน ความขี้เกียจ และความเปราะบางของสก็อตต์ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

คนดูจะหัวเราะกับมุกของเขาในหลายฉาก แต่ขณะเดียวกันก็จะรู้สึกถึงความเศร้าที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวละครนี้


Marisa Tomei กับบทแม่ที่ทั้งอ่อนโยนและเด็ดเดี่ยว

Marisa Tomei รับบทเป็นแม่ของสก็อตต์ หญิงม่ายที่พยายามใช้ชีวิตต่อไป หลังจากสามีเสียชีวิต เธอเป็นทั้งแม่ที่รักลูกมาก และเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ก็ต้องการความสุขของตัวเองเช่นกัน

บทของเธอช่วยให้หนังมีมิติของ “ครอบครัว” ที่ไม่ใช่แค่ความรัก แต่คือความอึดอัด ความผิดหวัง และความหวังดีที่บางครั้งก็ทำร้ายกันโดยไม่ตั้งใจ


Bill Burr กับบทนักดับเพลิงที่ไม่ได้มาแค่สร้างเสียงหัวเราะ

อีกหนึ่งตัวละครสำคัญคือแฟนใหม่ของแม่ ซึ่งรับบทโดย Bill Burr นักแสดงตลกชื่อดัง คาแรกเตอร์ของเขาดูแข็ง ๆ ตรงไปตรงมา และเหมือนจะเป็นคนละโลกกับสก็อตต์

แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป เราจะเห็นว่าเขาเองก็มีบาดแผล มีความกลัว และมีหัวใจที่อ่อนโยนในแบบของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสก็อตต์ คือหนึ่งในเส้นเรื่องที่อบอุ่นและจริงใจที่สุดของหนัง


อารมณ์ขันที่ไม่ได้กลบความเจ็บปวด แต่ช่วยให้รับมือกับมัน

The King of Staten Island เต็มไปด้วยมุกตลกแบบแห้ง ๆ แบบคนชีวิตไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราว แต่มุกเหล่านั้นไม่ได้มีไว้เพื่อกลบความเศร้า ตรงกันข้าม มันเหมือนเป็น “เกราะ” ที่ตัวละครใช้ป้องกันตัวเองจากโลก

หนังเรื่องนี้จึงทำให้เราหัวเราะ แล้วก็หยุดคิด แล้วก็รู้สึกจุกเล็ก ๆ ในอกในหลายช่วงเวลา


ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกยกให้เป็น “หนังดีที่แรงข้ามปี”

หนึ่ง เพราะมันเป็นหนังที่จริงใจ และไม่ได้พยายามสวยงามเกินชีวิตจริง
สอง เพราะมันพูดถึงปัญหาที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเผชิญ นั่นคือการไม่รู้ว่าตัวเองควรไปทางไหน
สาม เพราะการแสดงของนักแสดงทุกคนมีพลังและน่าเชื่อ
สี่ เพราะมันเป็นหนังตลกที่มีหัวใจ และมีบางฉากที่ซึ้งแบบไม่ต้องบีบอารมณ์
ห้า เพราะดูจบแล้ว คนดูมักจะหันกลับมาถามตัวเองว่า “เราโตพอหรือยัง”


กระแสตอบรับทั่วโลก: จากหนังนอกกระแส สู่หนังที่คนดูบอกต่อ

แม้ The King of Staten Island จะไม่ได้เปิดตัวแบบหนังฟอร์มยักษ์ แต่กลับได้รับคำชมจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมจำนวนมาก หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของ Judd Apatow และเป็นบทบาทที่ดีที่สุดของ Pete Davidson

คำว่า “หนังดี ดูแล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง” ถูกใช้กับหนังเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง และนั่นคือเหตุผลที่มันถูกพูดถึงยาวนานแบบแรงข้ามปี


กระแสในประเทศไทย: หนังที่คนดูสายคุณภาพแนะนำต่อ

ในประเทศไทย หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังแมส แต่ในกลุ่มคนดูหนังคุณภาพและสายดราม่าคอมเมดี้ The King of Staten Island ถูกพูดถึงในฐานะ “หนังดีที่ไม่ควรพลาด” หลายคนดูแล้วแนะนำต่อว่า เป็นหนังที่ทั้งตลก ทั้งเหงา และทั้งอบอุ่นในเวลาเดียวกัน


คุณค่าของหนังในฐานะงานที่พูดถึง “การเยียวยา”

สุดท้ายแล้ว The King of Staten Island ไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่มันคือหนังเกี่ยวกับ “การเรียนรู้ที่จะอยู่กับความสูญเสีย” และ “การให้อภัยตัวเอง”

มันบอกเราว่า บางคนอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะโต และนั่นก็ไม่เป็นไร ขอแค่เราไม่หยุดเดิน


บทสรุป: หนังที่ไม่ได้สอนชีวิตตรง ๆ แต่ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น

The King of Staten Island คือหนังที่ดูแล้วอาจไม่ได้รู้สึกดีแบบสดใสตลอดเวลา แต่มันเป็นความรู้สึกดีแบบลึก ๆ แบบที่ทำให้เรามองตัวเองด้วยความเข้าใจมากขึ้น

มันคือหนังเกี่ยวกับการเติบโตที่ไม่สมบูรณ์แบบ และนั่นแหละ คือสิ่งที่ทำให้มัน “จริง” และ “มีค่า”


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

The King of Staten Island เป็นหนังตลกหรือหนังดราม่า?
เป็นหนังดราม่าคอมเมดี้ มีทั้งมุกตลกและอารมณ์จริงจังผสมกัน

ต้องรู้จัก Pete Davidson มาก่อนไหมถึงจะอิน?
ไม่จำเป็น แต่ถ้ารู้จัก จะเข้าใจมิติของเรื่องมากขึ้น

หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร?
เหมาะกับคนที่ชอบหนังเล่าเรื่องชีวิต และหนังที่มีทั้งความตลกและความหมาย

หนังดำเนินเรื่องช้าไหม?
ค่อนข้างเนิบในบางช่วง เพราะเน้นการพัฒนาตัวละครมากกว่าความหวือหวา

จุดเด่นที่สุดของหนังคืออะไร?
ความจริงใจของบท และการแสดงที่เป็นธรรมชาติ

ดูแล้วได้อะไรกลับมา?
ได้มุมมองใหม่เกี่ยวกับการเติบโต การสูญเสีย และการให้อภัยตัวเอง


Author: johny

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *